มาทำความรู้จักโรคตุ่มน้ำพอง ภัยใกล้ตัวที่ใครๆก็เป็นได้

โรคตุ่มน้ำพอง

โรคตุ่มน้ำพอง ภัยใกล้ตัวที่ใครๆก็เป็นได้

เป็นปัญหาและเป็นโรคที่หลายคนเข้าใจผิดคิดว่า “โรคตุ่มน้ำพอง หรือโรคเพมฟิกอยด์ Bullous pemphigoid” เป็นโรคที่พบเจอได้ยากในประเทศไทย ซึ่งความจริงแล้วโรคนี้สามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย แต่จะพบมากในผู้ที่ค่อนข้างมีอายุ โดยสาเหตุเกิดจากปัญหาความผิดปกติของระบบภูมิแพ้เป็นผลให้เกิดตุ่มน้ำ หรือแผลถลอกไปทั่วร่างกาย อีกทั้งโรคนี้ยังไม่ใช่โรคที่สามารถรักษาให้หายได้ภายในระยะเวลาอันสั้นอีกด้วย

 

สาเหตุที่แท้จริงของโรคตุ่มน้ำพอง

 

โรคนี้เป็นผลกระทบของการบกพร่องในระบบภูมิคุ้มกันอย่างที่กล่าวไปทำให้เกิดการทำลายระบบ หรือโครงสร้างที่ทำหน้าที่ยึดติดเซลล์ผิวหนังเข้าไว้ด้วยกัน เป็นผลให้เซลล์ผิวหนังหลุดออกจากกัน และกลายเป็นตุ่มน้ำ หรือแผลถลอกนั่นเอง โดยหลัก ๆ แล้วสภาวะที่เกิดขึ้นนี้ไม่สามารถระบุสาเหตุการเกิดได้อย่างชัดเจน แต่ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากสภาพแวดล้อมภายนอกที่สุ่มเสี่ยง เช่น สารเคมี หรือการติดเชื้อ เป็นต้น

 

อาการของโรคตุ่มน้ำพองที่น่ากลัว

 

แผลที่เกิดขึ้นบนผิวหนังสามารถเกิดที่จุดอื่นร่วมด้วย เช่น บริเวณช่องปาก เยื่อบุช่องคลอด หรือทางเดินหายใจ เป็นต้น แต่ส่วนมากแล้วมักจะพบที่บริเวณหน้าอก หน้าท้อง และศีรษะมากกว่า โดยอาการหลัก ๆ มีดังนี้

 

  • มีตุ่มน้ำใส ๆ ขึ้นตามร่างกาย และจะแตกได้ง่าย สามารถกลายเป็นแผลถลอกได้
  • มีอาการปวด หรือแสบ และคันบริเวณที่เกิดแผล
  • บางรายจะกลืนอาหารลำบาก
  • หากเกิดการติดเชื้อจะกลายเป็นหนอง และมีกลิ่นเหม็น

 

ในระดับรุนแรงอาจเกิดการติดเชื้อในระบบกระแสเลือด ส่งผลให้ผู้ป่วยมีไข้สูง ระบบต่าง ๆ ในร่างกายเริ่มมีปัญหา ในระยะนี้ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้

 

โรคตุ่มน้ำพองรักษาด้วยวิธีใดได้บ้าง

 

การรักษาโรคนี้ในปัจจุบันทำได้หลายวิธี เช่น การรับยากดภูมิคุ้มกัน ร่วมกับใช้ยาแก้อักเสบเพื่อควบคุมโรค หรือการรับยาที่มีผลให้เซลล์เปลี่ยนการทำงานได้ แต่การรักษานั้นจะไม่หายในทันทีโดยระยะเวลาของการรักษาอาจกินเวลาหลักปี ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับระยะอาการของโรคด้วย

 

โรคตุ่มน้ำพองเป็นโคที่เสี่ยงกับทุกเพศทุกวัย และส่งผลสู่ผิวหนังโดยตรงถึงแม้ว่าอันตรายสูงสุดของโรคนี้จะถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่โอกาสที่จะเป็นเช่นนั้นกลับมีไม่มาก การคอยดูแลรักษาตนเองตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดจึงเป็นวิธีเดียวที่สามารถหายขาดจากโรคนี้ได้

 

ที่มา : โรงพยาบาลเพชรเวช

ติดตาม ข่าววันนี้ ได้ที่เว็บไซต์ www.thaipostnews.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *